8/04/2551

Wi-Fi Finder

Wi-Fi Finder
เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ไร้สาย แล้วคุณทราบหรือเปล่าว่าที่ไหนมีบ้าง ไม่ยากครับด้วยอุปกรณ์ตัวนี้.. อุปกรณ์ตัวนี้มีชื่อว่า Wi-Fi Finder & USB Adapter เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับค้นหาจุดเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง โดยไม่ต้องใช้ซอร์ฟแวร์ ในรูปแบบของ USB นอกจากนี้ยังมีความสามารถเป็น Wireless Adapter รวมทั้งทำเป็น Access Point ได้ด้วย รุ่นที่แนะนำนี้เป็นของ ZyXEL AG-225Hคุณสมบัติที่น่าสนใจ
อุปกรณ์ในการค้นหาจุดเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สาย
ขนาดเล็กกระทัดรัด เท่ากับ Flash Drive ทั่วไป
ใช้แบตเตอร์รี่ LiON
เทคโนโลยีไร้สายแบบ Dual-Band ระบบ Dual-band tri-mode รองรับมาตราฐาน IEEE 802.11a, 802.11b, 802.11g และ WWR (World Wind Radio)
จอภาพแสดงผลแบบกราฟฟิก LCD
มีระบบรักษาความปลอดภัย เข้ารหัสแบบ 64/128 บิต
เปลี่ยน LAPTOP เป็น Access Point ได้ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อเครื่องคอมฯ อื่นๆ ได้ด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายโดยตรงหรือบริษัท MV Communications Co., Ltd. 02-642-0900 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่หน้าเว็บไซต์ www.mvcoms.comที่มา : http://www.it-guides.com/techno/techno0027.html

7/16/2551

สรุปรายงานครั้งที่ 1 (หน้าห้อง)

กลุ่มที่ 1 บทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการสารสนเทศการสื่อสารและการจัดการทั่วไปบทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการสารสนเทศ
1. ลักษณะงานสำนักงานทั่วไปงานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศในสำนักงาน จำแนกได้ดังนี้ - งานรับข้อมูลและสารสนเทศ-การเก็บบันทึกข้อมูลและสารสนเทศ-การประมวลผลข้อมูล- การจัดทำเอกสารธุรกิจ- การสื่อสารข้อมูลและเอกสารธุรกิจ
2.ระบบสำนักงานอัตโนมัติกับการจัดการสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งเป็นเครือข่ายในสำนักงานอัตโนมัติจะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศระหว่างสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงานต่างๆในเครือข่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำโครงการ และการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินงานต่างๆ โดยการเผยแพร่และสื่อสารสารสนเทศไปยังกลุ่มต่างๆเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ทันสมัย เป็นปัจจุบัน เหล่านี้ทำให้การดำเนินงานในสำนักงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลบทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการสื่อสาร
1. การสื่อสารทั่วไปในสำนักงานการสื่อสาร หมายถึง การสื่อข้อความระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยปกติเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ รวมถึงการสนทนาในรูปแบบต่างๆ การใช้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในปัจจุบันสื่อดังกล่าวทำงานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์
2.บทบาทของการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน-การเชื่อมโยงการทำงานของผู้บริหารและพนักงาน-การเชื่อมโยงสำนักงานกับหน่วยงานภายนอก-การประชาสัมพันธ์-การช่วยค้นหาข้อมูลข่าวสาร
3. เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในสำนักงาน การสื่อสารข้อมูล เป็นการนำเทคโนโลยีและวิธีการในการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆ
โดยทั่วไปมี 5 ขั้นตอน คือ การสร้างข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ส่ง นำข้อมูลมาสร้างเป็นสัญญาณเพื่อใช้ส่ง ส่งสัญญาณดังกล่าวไปเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ทำการแปลงสัญญาณที่รับ และประมวลผลยังจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้รับ ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาของการสื่อสาร มีดังนี้
1 การพิจารณาอุปกรณ์ต่อพ่วง
2 การเลือกตัวกลางสื่อสารที่เหมาะสม
3 การกำหนดเกณฑ์วิธีในการสื่อสาร เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตถูกใช้ในการสื่อสารด้วยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล โดยมีผู้ให้บริการ และผู้สร้างสื่อเผยแพร่มากขึ้น
4. การนำอินเทอร์เน็ตไปใช้ในสำนักงาน- การประชาสัมพันธ์-การสื่อสาร-การทำงานทางไกลบทบาทของสำนักงานอัตโนมัติในการจัดการทั่วไป1. บทบาทต่อการจัดการทั่วไป
1 คุณภาพของการจัดการการวางแผนการจัดองค์การและการจัดการบุคลากรการบริหารงบประมาณการบริหารงานโครงการการควบคุมการปฏิบัติงานในสำนักงานการทำรายงาน
2 คุณภาพของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารอาจแบ่งได้เป็นการประสานงานสารสนเทศการตัดสินใจ
3 การทำงานเป็นทีม- กลุ่มงานเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าคนเพียงคนเดียว- บุคคลจะรับผิดชอบหากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ- กลุ่มงานค้นหาความผิดพลาดบกพร่องได้ดีกว่า- กลุ่มงานมีสารสนเทศและความรู้มากกว่า- ช่วยกระตุ้นให้สมาชิกและกระบวนการทำงานดีขึ้น- แต่ละคนมีพันธะผูกพันในข้อที่ร่วมกันตัดสินใจ- แต่ละคนจะลดความรู้สึกที่จะต่อต้านสิ่งที่กลุ่มได้ตัดสินใจไปแล้ว
4 การทำงานทางไกล ด้วยเครื่องมือการสื่อสารที่ทันสมัยและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทำให้ผู้ทำงานสามารถที่จะทำงานได้ต่างสถานที่ และเสมือนว่าได้ทำงานในสำนักงานเดียวกัน- ประโยชน์ ช่วยลดปัญหาด้านบุคลากร พื้นที่ใช้งานในหน่วยงาน และปัญหาสังคม-ปัญหา บุคลากรอาจลดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในด้านหน่วยงานอาจไม่มีความพร้อมในการประชุม ผลประกอบการไม่ได้ดังหวัง เป็นต้น2. ข้อควรพิจารณาในการปรับเปลี่ยนสำนักงานมาเป็นสำนักงานอัตโนมัติ-ด้านความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตนเอง-ด้านความพร้อมในการปรับปรุงตนเอง-การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่-การสร้างแนวคิดในการปรับปรุงตนเอง-การติดตาม การประเมินผล และการแก้ไขการใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติโดยมีการแบ่งออกเป็นระดับของบุคคลแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ
1.ผู้ใช้โดยตรง เขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือช่วยเขียนโปรแกรม
2. ผู้ใช้โดยอ้อม ใช้สารสนเทศที่สร้างจากสารสนเทศแต่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง
3. ผู้ใช้โดยไม่เขียนโปรแกรม แต่มีปฏิสัมพันธ์กับระบบด้วยการบันทึกข้อมูลเข้าสู้คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์จากระบบ
4. นักคอมพิวเตอร์อาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ออกแบบระบบ และเขียนโปรแกรม

กลุ่มที่ ๒ เรื่องประเภทของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติ
ประเภทของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคลและระดับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็น 4 ระดับ
- ผู้ใช้โดยตรง เขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือช่วยสร้างโปรแกรม
- ผู้ใช้โดยอ้อม ใช้สารสนเทศที่สร้างจากสารสนเทศ แต่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์หรือทำงานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง
- ผู้ใช้โดยไม่เขียนโปรแกรมมีปฏิสัมพันธ์กับระบบด้วยการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์จากระบบ
- นักคอมพิวเตอร์อาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ออกแบบระบบและเขียนโปรแกรม

กลุ่มที่ ๓ เรื่องแนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูล
สำนักงานฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกันซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูลฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูลได้แก่ความซับซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูล ความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูลและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลงในงานฐานข้อมูลการจัดการข้อมูลในสำนักงานเหตุผลสำคัญ คือ ข้อมูลในสำนักงานมีจำนวนมาก เพื่อใช้ง่ายต่อการใช้งานผู้ใช้นำข้อมูลไปใช้ได้ถูกต้องแม่นยำ ช่วยรักษาความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นวิธีที่นิยม อิเล็กทรอนิกส์มี 2 วิธีคือแบบแฟ้มข้อมูล และแบบฐานข้อมูล

กลุ่มที่ ๔ เรื่องระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน

ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน ระบบความปลอดภัยของข้อมูลในสำนักงาน แนวคิดด้านความปลอดภัยของข้อมูล 1. ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลในสำนักงาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ
1 คน ในที่นี้มี 2 กลุ่ม คือ
1.1 พนักงานของหน่วยงานที่ไม่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
1.2 พนักงานของหน่วยงานที่เจตนาทำความเสียหายแก่ข้อมูล
1.2 ฮาร์ดแวร์
1.3 ซอฟต์แวร์
1.4 ไวรัสคอมพิวเตอร์
1.5 ภัยธรรมชาติ
2. รูปแบบของการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ข้อมูล ได้แก่
2.1 ดาต้าดิดดลิ่ง (data diddling) เป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว
2.2 ม้าโทรจัน (trojan horse) เป็นการทำอาชญากรรมโดยผู้ที่ได้รับความเสียหายไม่รู้ตัว เช่น การดักขโมยรหัสเพื่อผ่านเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ นำไปใช้ประโยน์ในภายหลัง
2.3 การโจมตีแบบซาลามิ (salami attack) เป็นการนำเศษเงินที่เป็นทศนิยมมารวมเป็นก้อนโต
2.4 แทรปดอร์ (trapdoor) หรือ แบคดอร์ (backdoor) เป็นจุดที่เป็นความลับในโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเข้าสู่โปรแกรมหรือโมดูลได้โดยตรง จึงเป็นช่องโหว่ในการทุจริตได้
2.5 การสงครามแบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic warefare) เป็นการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์หยุดทำงานหรือการลบข้อมูลในหน่วยความจำ
2.6 ลอจิกบอมบ์ (logic bomb) เป็นการเขียนโปรแกรมโดยกำหนดเงื่อนไขเจาะจงไว้ล่วงหน้า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โปรแกรมดังกล่าวจะทำงานทันที
2.7 อีเมลบอมบ์ (e-mail bomb) เป็นการส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์มาให้จำนวนมาก จนกระทั่งไม่มีเนื้อที่เหลือในการทำงานหรือรับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อีกต่อไป 3. อาชญากรคอมพิวเตอร์ อาชญากรคอมพิวเตอร์ (computer criminal) คือคนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และข้อมูล ประกอบด้วย
3.1 ลูกจ้างของกิจการ
3.2 ลูกค้าหรือคู่ค้าของกิจการ
3.3 บุคคลทั่วไป แบ่งเป็น
3.3.1 มือสมัครเล่น (amateur) มักจะเป็นเยาวชน นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป
3.3.2 มืออาชีพ (professional) มักจะมาจากบุคคลที่ประกอบอาชีพคอมพิวเตอร์ หรือเคยอยู่ในหน่วยงานนั้นมาก่อนการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล 1. การกำหนดการใช้ข้อมูล การกำหนดการใช้ข้อมูล (Identification) เป็นการกำหนดสิทธิ์และการได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูล ได้แก่
1.1 การใช้บัตร (card) กุญแจ (key) หรือบัตรผ่านทาง (badge) เพื่อผ่านทางเข้าไปใช้ระบบหรือข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์
1.2 การใช้รหัสเพื่อเข้าสู่ระบบ เป็นการกำหนดรหัสเพื่อให้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
1.3 การใช้ลายเซ็นดิจิทัล (digital key) เป็นการรับรองเอกสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับในระบบลายเซ็นดิจิทัล
1.4 การตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ก่อนเข้าสู่ระบบ เช่น การอ่านลายนิ้วมือ การอ่านรูปทรงมือ การตรวจม่านตาหรือเรตินา (retina)
2. การเข้ารหัส การเข้ารหัส (Encryption) เป็นกระบวนการเข้ารหัส (encode) ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโดยการแปลงเนื้อหาที่ปรากฏให้ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับผู้ลักลอบข้อมูลไป ทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ข้อมูลที่เข้ารหัสจะต้องผ่านกระบวนการถอดรหัส (decryption) เพื่อถอดรหัส (decode) ให้เหมือนข้อความต้นฉบับ 3. การควบคุมในด้านต่างๆ
3.1 การควบคุมการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล (Access control) เป็นการกำหนดระดับของสิทธิ์ในการเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูล
3.2 การควบคุมการตรวจสอบ (audit control)
3.3 การควบคุมคน (people control)
3.4 การควบคุมระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ (physical facilities control)
4. การมีโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ (Anti virus program) เป็นการติดตั้งโปรแกรมเพื่อตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ทันทีที่พบว่าดิสเกตต์ที่นำมาใช้มีไวรัสฝังตัวอยู่ หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากเครือข่ายมีไวรัสติดมาด้วย
5. การจัดทำแผนรองรับกรณีเหตุร้ายหรือแผนฉุกเฉิน (Disaster & recovery plan) เป็นแผนฉุกเฉินในการกู้คืนข้อมูล และแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาในระหว่างทำงาน

สรุปเนื้อหาบทที่ 1

บทที่ 1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสำนักงาน
สำนักงาน หมายถึง สถานที่หนึ่งซึ่งอาจเป็นเพียงห้องเดียวหรือหลายห้องจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้อาจใช้เป็นสถานที่สำหรับทำธุรกิจต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานและเพื่อควบคุมการดำเนินงานโดยอาศัยสารสนเทศเป็นเครื่องมือโดยมีหน้าที่รับข้อมูลจากที่หนึ่งมาประมวลผลแล้วส่งไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง
ลักษณะข้อมูลหรือเอกสารในสำนักงาน
คำสั่ง หมายถึง สิ่งที่กำหนดให้พนักงานและผู้บริหารต้องดำเนินการเมื่อได้รับ เช่น ใบสั่งซื้อสินค้าที่ได้รับจากลูกค้า และ ใบขอถอนเงินของลุกค้าธนาคาร
รายงาน หมายถึง เอกสารต่างๆ เช่น รายงานการประชุม ,รายงานโครงการ ,รายงานผลการประกอบการ
บันทึกช่วยจำ หมายถึง รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสั้นๆ สรุปรายละเอียดการดำเนินงาน , คำขอทราบข้อมูลหรือรายละเอียดบางอย่าง , คำสั่งอย่างไม่เป็นทางการ
ข่าว หมายถึง รายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์การเองหรือไม่เกี่ยวกับองค์การ
เอกสารพิมพ์ หมายถึง เอกสารที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว อาจเป็นการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด หรือ คอมพิวเตอร์ หรือ จากโรงพิมพ์ขนาดใหญ่
เสียง ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเสียง เช่น การพูดหรือบอกคำสั่ง ,รายงานหรือข้อมูลข่าวสารอื่นๆให้พนักงานหรือผู้ปริหารทราบ เป็นต้น
ภาพลักษณ์ หมายถึง ภาพหรือแผนภูมิที่จัดทำขึ้นเพื่อสื่อความหมายของข้อมูลข่าวสารบางชนิดอาจใช้ภาพประกอบกับสื่อแบบอื่นๆได้ เช่น เอกสารพิมพ์ หรือ เสียง
สื่อที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ หมายถึง การส่งข้อมูลข่าวสารที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้และนำไปใช้งานได้ทันทีและรูปแบบข้อมูลที่บันทึกบนคอมพิวเตอร์ เช่น บนแผ่นดิสก์ หรือ ในเทปคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
องค์ประกอบของสำนักงาน มีงานที่สำคัญในสำนักงาน 7 ด้านดังนี้
1. ด้านบริการผู้บริหาร
- การรับและสนทนาทางโทรศัพท์
- การรับส่งเอกสาร
- การจัดตารางนัดหมาย
- การจัดเก็บและค้นหาเอกสาร
- การจัดการเดินทาง
2. ด้านข้อมูลและข่าวสาร
- การรับและการบันทึกการรับเอกสาร
- การส่งเอกสาร
- การจัดทำเอกสาร
- การจัดส่งและบันทึกการส่งเอกสาร
- การจัดเก็บและค้นคืนเอกสาร
3. ด้านอาคาร สถานที่ พัสดุและอุปกรณ์ ได้แก่ งานที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกและปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวกับอาคาร สถานที่ พัสดุ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้จัดซื้อมาไว้ใช้หรือที่มีอยู่แต่เดิม
4. ด้านการจัดการบุคลากร ได้แก่ งานที่จัดหารับสมัคร คัดเลือก และบรรจุพนักงานเข้าทำงานในหน่วยงาน
5. ด้านการเงินและการบัญชี ได้แก่ งานที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกข้อมูลและสารสนเทศเกี่ยวกับการกำหนดงบประมาณ
6. ด้านการจัดการประชุม ได้แก่ การจัดประชุมภายในองค์กรระหว่างผู้บริหารกับพนักงานหรือระหว่างพนักงานด้วยกันเอง
7. งานประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภายนอกรู้จักและเข้าใจกิจการของหน่วยงาน
องค์ประกอบของสำนักงาน
เครื่องใช้สำนักงาน มีดังนี้
- เครื่องพิมพ์ดีด
- โทรศัพท์
- โทรสาร
- ตู้เก็บเอกสาร
- เครื่องถ่ายเอกสาร
การวางแผนสำนักงาน มีดังนี้
วางแผนการจัดการสถานที่และสภาพแวดล้อม
วางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานกับการรับส่งและเอกสาร
วางแผนเกี่ยวกับกระแสงาน
วาวงแผนการจัดหาบุคลากร
วางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร
วางแผนการติดต่อสื่อสารภายใน-ภายนอกด้วยโทรศัพท์และโทรสาร
วางแผนการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ วัสดุ
วางแผนค่าใช้จ่ายในสำนักงาน



การจัดสายงาน
- งานวิชาชีพ หมายถึง กลุ่มที่ทำงานต่างๆ เช่น การทำบัญชี การตรวจสอบบัญชี สถาปนิกหรือวิศวกร และ งานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
- งานสายสนับสนุน เช่น ช่าง หรือ นักเทคนิคด้านต่างๆ และ พนักงานขายสินค้า
- งานสายสำนักงาน เช่น เลขานุการ, เสมียน, พนักงานเดินเอกสาร, เจ้าหน้าที่สารบรรณ
การควบคุมการปฏิบัติงาน
- ควบคุมพนักงานไม่ให้ทิ้งงานให้คั่งค้างไม่ทำตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้
- ควบคุมการจัดหาอุปกรณ์
- ควบคุมการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- ควบคุมไม่ให้พนักงานหรือบุคคลภายนอกเข้ามากระทำความเสียหายให้กับหน่วยงาน
สภาพแวดล้อมของสำนักงาน
- ที่ตั้งของสำนักงาน ควรตั้งอยู่ใกล้ร้านค้าหรือร้านอาหาร
- การคมนาคมการเดินทางของพนักงานและผู้บริหารสำคัญมาก
- สภาวะภาพจิตใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นเดียวกัน
สำนักงานอัตโนมัติ หมายถึง การประยุกต์คอมพิวเตอร์และการสื่อสารในสำนักงานซึ่งประกอบด้วยพนักงาน นักวิชาชีพ และผู้จัดการ คือ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการช่วยให้ผู้คนจัดการสารสนเทศ สำนักงานอัตโนมัติเป็นหลักการเป็นวิธีการใหม่สำหรับคิดและดำเนินการสารสนเทศ

6/28/2551

การบ้านครั้งที่ 1

ชื่อ นางสาวพรทิพย์ ป้องท้าว ชั้นปีที่ 3 ห้อง 1
รหัส 491102064101 เอก วิทยาการคอมพิวเตอร์


1.จงอธิบายความหมายของสำนักงาน
ตอบ - สำนักงาน คือ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอาจเป็นห้องเดียวหรือหลายห้อง จะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ได้ อาจเป็นสถานที่สำหรับทำธุรกรรมต่างๆ หรือเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานหรือควบคุมการดำเนินงานโดยอาศัยสารสนเทศเป็นเครื่องมือ โดยมีหน้าที่รับข้อมูลจากผู้หนึ่งมาประมวลผลแล้วส่งไปให้อีกผู้หนึ่ง 2.การจัดการสำนักงานประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง


ตอบ - การจัดการสำนักงาน ได้ผลประกอบด้วยกิจกรรมด้านต่างๆ 3 ประการ ดังนี้
1.การวางแผนสำนักงาน ซึ่งที่เหมาะสมประกอบด้วย,การวางแผนการจัดสถานที่และสภาพแวดล้อม,การวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานกับการรับส่งและการจัดทำเอกสาร,การวางแผนเกี่ยวกับกระแสงาน,การวางแผนการจัดหาบุคลากรตลอดจนการพัฒนาบุคลากรสำนักงาน,การวางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร ข้อมูล ทรัพย์สิน และพนักงานในสำนักงาน ,การวางแผนการติดต่อสื่อสารภายในและภายนอกด้วยระบบโทรศัพท์และโทรสาร,การวางแผนการจัดซื้อ อุปกรณ์ เครื่องใช้และวัสดุสำนักงาน,การวางแผนค่าใช้จ่ายในสำนักงาน
2.การจัดสายงาน การจัดสายงานและจัดพนักงานเข้าทำงานในสำนักงาน การปฏิบัติงานที่นอกเหนือจากการบริหารใน สำนักงาน อาจจัดแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้ งานวิชาชีพ เช่น การทำบัญชี การตรวจสอบบัญชี สถาปนิก วิศวกร,งานสายสนับสนุน เช่น พนักงานขายสินค้า ช่าง นักเทคนิค,งานสายสำนักงาน เช่น เลขานุการ พนักงานเดินสาร เจ้าหน้าที่สารบรรณ,การควบคุมการปฏิบัติงาน เช่นการควบคุมค่าใช้จ่าย การควบคุมการใช้ทรัพยากร การควบคุมการเบิกจ่ายวัสดุ,สำนักงาน การควบคุมการเข้าออกบริเวณ,การแก้ปัญหา เพื่อเป็นวิธีการปฏิบัติงานเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน,การสร้างขวัญและกำลังใจ การพิจารณาเพิ่มเงินเดือน การพิจารณารางวัลการทำงาน,การอำนวยการ เพื่อระดมทรัพยากรในการทำให้การดำเนินงานเป็นไปตามปกติ และช่วยให้การทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ลุล่วงไปด้วยดี
3. สภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีสำนักงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ ที่ตั้งสำนักงาน ซึ่งมักคำนึงถึงการเดินทาง การขยายและปรับปรุงในอนาคต, การคมนาคม เป็นการพิจารณาเพื่อให้ผู้ทำงานบริการเวลาในการเข้าและออกจากสำนักงาน ตลอดจนผลกระทบสิ่งแวดล้อมขณะเดินทางมาทำงาน,สภาพจิตใจ พนักงานควรมีสภาพจิตใจที่พร้อมจะทำงาน และสามารถแก้ไขปัญหาภายในสำนักงานจากระบบงาน ระบบการบังคับบัญชาด้วย เทคโนโลยีสำนักงาน การปฏิบัติงานกับเอกสารอาจประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ได้ดังนี้ ระบบงานพิมพ์,ระบบโทรคมนาคม,ระบบการจัดส่งและจัดเก็บเอกสาร, คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล,ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
3.การวางแผนสำนักงานจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง


ตอบ - การวางแผนสำนักงาน ที่เหมาะสมจะประกอบด้วย

o การวางแผนการจัดสถานที่และสภาพแวดล้อม

o การวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานกับการรับส่งและการจัดทำเอกสาร

o การวางแผนเกี่ยวกับกระแสงาน

o การวางแผนการจัดหาบุคลากรตลอดจนการพัฒนาบุคลากรสำนักงาน

o การวางแผนการรักษาความปลอดภัยของเอกสาร ข้อมูล ทรัพย์สิน และพนักงานในสำนักงาน

o การวางแผนการติดต่อสื่อสารภายในและภายนอกด้วยระบบโทรศัพท์และโทรสาร

o การวางแผนการจัดซื้อ อุปกรณ์ เครื่องใช้และวัสดุสำนักงาน

o การวางแผนค่าใช้จ่ายในสำนักงาน

4.สภาพแวดล้อมเกี่ยวกับที่ตั้งขอสำนักงานมีผลต่อการปฏิบัติงานอย่างไร

ตอบ - สภาพแวดล้อมของสำนักงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้
ที่ตั้งสำนักงาน ซึ่งมักคำนึงถึงการเดินทาง การขยายและปรับปรุงในอนาคต ,การคมนาคม เป็นการพิจารณาเพื่อให้ผู้ทำงานบริการเวลาในการเข้าและออกจากสำนักงาน ตลอดจนผลกระทบสิ่งแวดล้อมขณะเดินทางมาทำงาน ,สภาพจิตใจ พนักงานควรมีสภาพจิตใจที่พร้อมจะทำงาน และสามารถแก้ไขปัญหาภายในสำนักงานจากระบบงาน ระบบการบังคับบัญชาด้วย


5.เทคโนโลยีที่มีใช้ในสำนักงานมีอะไรบ้าง

ตอบ - เทคโนโลยีสำนักงาน การปฏิบัติงานกับเอกสารอาจประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ได้ดังนี้ ระบบงานพิมพ์ เช่น เครื่องปริ้นเตอร์ เป็นต้น, ระบบโทรคมนาคม เช่น โทรศัพท์ในสำนักงาน โทรสาร, ระบบการจัดส่งและจัดเก็บเอกสาร เช่น ระบบรับส่งอีเมล ระบบอินเตอร์เน็ต, คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

6.เหตุผลที่หน่วยงานต้องพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติคืออะไร

ตอบ - การจัดซื้อซอฟต์แวร์ ในการพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติอาจใช้วิธีการพัฒนาขึ้นเองในทุก ๆ เรื่อง หรืออาจใช้วิธีเลือกจัดหาซอฟต์แวร์เฉพาะเรื่องที่มีผู้พัฒนาอยู่แล้วมาใช้งานเช่นโปรแกรมประชุมทางไกล (eg.Proshare) ซึ่งจะมีข้อดีในด้านเวลา ค่าใช้จ่าย ตลอดจนประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์จะดีกว่าการเลือกพัฒนาเอง แต่ข้อเสียที่พบคือ หากมีโปรแกรมจัดซื้อมากมายในหลายเรื่อง การใช้งานร่วมกันอาจมีปัญหาความไม่สอดคล้องกันของรหัสสัญญาณ มาตรฐานอื่นๆ ฮาร์ดแวร์ ระบบซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ ต่างกัน เป็นต้น เหตุผล
- ความต้องการของหน่วยงานเปลี่ยนแปลงไป มีการเพิ่มหรือลดจากที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บทสารสนเทศ
- การเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาการเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา
- ไม่มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน (protocol)เช่นระบบฮาร์ดแวร์ ระบบซอฟต์แวร์ ระบบการสื่อสาร รหัสข้อมูลฯลฯ ผู้อื่น/หน่วยงานภายนอกที่ต้องติดต่อด้วยอาจใช้มาตรฐานต่างกัน
- ความสามารถในการบีบอัดแฟ้มข้อมูลภาพ และเสียงยังไม่มีประสิทธิภาพพอ ยังคงใช้เนื้อที่จัดเก็บสูง และใช้เวลาในการบีบอัด/ขยาย-คืนรูป
- ระบบสำนักงานอัตโนมัติจำเป็นต้องใช้ระบบสื่อสารข้อมูลซึ่งหากต้องการประสิทธิภาพ หมายถึง ค่าใช้จ่ายซึ่งสูงขึ้นและยากต่อการควบคุมยิ่งขึ้น(กรณี Virtual - Office Automation)
- การสังเคราะห์เสียงจากข้อความตัวอักษรในแฟ้มข้อมูล ยังขาดความถูกต้องและสมบูรณ์พอโดยเฉพาะภาษาไทย
- การวิเคราะห์ตัวอักษรไทย (Optical Thai Character Recognition) ยังอยู่ในระยะการพัฒนา อัลกอลิทึมให้สามารถเข้าใจตัวอักษรไทยได้ถูกต้องยิ่งขึ้น ทั้งการตัดคำ การพิจารณาคำผิดฯลฯ
- ความแตกต่างของระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ และซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ แต่ละภาษาจะมีรายละเอียดปลีกย่อยด้านข้อมูล หน่วยความจำ หรือแม้แต่ฮาร์ดแวร์พิเศษ แตกต่างกันไป ทำให้การพัฒนาโปรแกรมซึ่งเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทั้งสองต่างกัน อาจมีข้อขัดแย้งไม่สามารถทำงานร่วมกัน หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ดีพอ


7.การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานจำแนกได้กี่ด้าน

ตอบ แบ่งออกได้เป็น 8 ด้าน ได้แก่
1. การใช้คอมพิวเตอร์ด้านการศึกษา
2. การใช้คอมพิวเตอร์ในด้านตุลาการ
3. การใช้คอมพิวเตอร์ในด้านการเงินการธนาคาร
4. การใช้คอมพิวเตอร์ด้านการบิน
5. การใช้คอมพิวเตอร์ด้านการเกษตร
6.การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน
7. การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหาร
8. คอมพิวเตอร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข


8.สำนักงานอัตโนมัติมีประโยชน์อะไรบ้าง

ตอบ (1) ประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการจัดเตรียมเอกสารกระดาษ การจัดส่ง การรับ การจัดเก็บและการทำลาย รวมทั้งงบประมาณในการจัดจ้างผู้ดำเนินการในแต่ละขั้นตอน
(2) การเพิ่มประสิทธิภาพในสำนักงาน ลดขั้นตอนเวลาในการพิมพ์ผิด การตรวจสอบแก้ไข ปรับปรุง
(3) ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็วขึ้น เนื่องจากความถูกต้องแม่นยำ และความรวดเร็วในการสืบค้น
(4) ผู้ปฏิบัติงานมีความภาคภูมิใจในสำนักงานและหน่วยงานมากขึ้น เนื่องจากมีสำนักงาน เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย รวดเร็วประหยัดเวลาในการทำงาน
(5) หน่วยงานและสำนักงานมีภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับหน่วยงานภายใน ที่ได้รับการบริการและการติดต่อสื่อสารที่ถูกต้องรวดเร็วทันสมัย


9.การพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติมีกี่วิธีอะไรบ้าง

ตอบ (1) ลักษณะของสำนักงานอัตโนมัติที่มีประสิทธิผล ควรมีลักษณะดังนี้- ผู้บริหารและพนักงานที่เกี่ยวข้องล้วนใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายแลน- มีการวางแผนระบบแฟ้มข้อมูลอัตโนมัติเพื่อผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลและเอกสารได้อย่างสะดวกรวดเร็ว- ซอฟต์แวร์ต่างๆใช้ง่าย และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร- อุปกรณ์ต่างๆเป็นมาตรฐานและทำงานร่วมกันได้-ระบบงานประยุกต์ต่างๆ ได้รับการติดตั้งหรือพัฒนาขึ้นให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ (2) บุคลากรที่มีบทบาทในการริเริ่มนำระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้2.1 ผู้บริหารระดับสูง2.2 ผู้บริหารระดับกลางและผู้ปฏิบัติงานระดับต่างๆ 2.3 นักคอมพิวเตอร์และนักเทคโนโลยีอื่นๆ

(3) ประเด็นสำคัญในการพัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ3.1 การเลือกแนวทางการพัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ3.2 การวางแผนการพัฒนา 3.3 การพัฒนาและจัดระบบสำนักงานอัตโนมัติ3.4 การประเมินผลการปฏิบัติงานและการปรับเปลี่ยน

(4) สิ่งสำคัญในการวางแผน ข้อมูลพื้นฐานที่จะต้องทราบก่อนการวางแผนคือ4.1 ข้อมูลหน่วยงาน4.2 ข้อมูลสถานภาพปัจจุบันของหน่วยงาน4.3 ข้อมูลลักษณะของหน่วยงาน4.4 ข้อมูลผู้ใช้4.5 ระบบการสื่อสาร4.6 ลักษณะของระบบสารสนเทศที่ใช้4.7 การสนับสนุนเมื่อทราบข้อมูลที่จำเป็นแล้วผู้วางแผนอาจจะจัดทำแผนการพัฒนาขึ้นโดยใช้เทคนิคต่างๆหรือใช้มาตรฐานการวางแผนงานที่หน่วยงานกำหนดขึ้น เช่นอาจใช้วิธีการเขียนแผนงานเป็นผังงานแกนต์หรือแกนต์ชาร์ต ซึ่งในแผนภาพดังกล่าวจะต้องแสดงระยะเวลาในการดำเนินภารกิจและรายการภารกิจต่างๆ ดังนี้ กำหนดทีมงาน จัดประชุมชี้แจง รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ความต้องการ ออกแบบระบบงาน เลือกอุปกรณ์และระบบงาน พัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติม ติดตั้งอุปกรณ์และระบบงาน ทดสอบอุปกรณ์และระบบงาน จัดทำคู่มือ ฝึกอบรม ปรับเปลี่ยนข้อมูลเดิม เปลี่ยนระบบ ประเมินผลการดำเนินงาน ปรับปรุงแก้ไข

(5) วิธีการพัฒนา หน่วยงานสามารถพัฒนาหรือจัดหาระบบงานคอมพิวเตอร์มาใช้งานได้ 6 แบบ ดังนี้ 5.1 การจัดทำระบบงานเองโดยเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ 5.2 การจัดทำระบบงานเองโดยกลุ่มผู้ใช้ระบบ5.3 การว่าจ้างบริษัทภายนอก 5.4 การซื้อระบบงานมาตรฐาน 5.5 การซื้อระบบงาน 5.6 การจัดซื้อบริการ

(6) วัฏจักรพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติ6.1 การศึกษาวิเคราะห์ความต้องการ6.2 การออกแบบระบบ6.3 การสร้างและการติดตั้งระบบ6.4 การทดสอบระบบงาน6.5 การเตรียมตัวใช้งานระบบ6.6 การเปลี่ยนระบบ6.7 การประเมินและปรับปรุงระบบ

10.ในการเรียนการสอนมีปัญหาอะไรบ้างจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร
ตอบ - มีปัญหาบ้างเล็กน้อยคือตามอาจารย์ไม่ทัน อาจจะมีบ้างที่ไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนแต่ก็พยายามที่จะศึกษาจากการถามเพื่อนและค้นหาจากอินเตอร์เน็ตและต้องพยายามตั้งใจฟังเนื้อหาที่อาจารย์สอนให้มากกว่าขึ้นกว่านี้นี้สไลด์ที่อาจารย์ให้ตัวหนังสือเล็กไปค่ะ
11.สรุปวิวัฒนาการของสำนักงานอัตโนมัติ

ตอบ - ระบบปฏิบัติการสำนักงานอัตโนมัติ หมายถึงสำนักงานซึ่งได้รับการพิจารณาคัดสรรงานต่างๆ ที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมมาจัดการเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานเดิม ซึ่งมักจะเป็นการปฏิบัติด้วยมือมาเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ หรือ แบบอัตโนมัติสมบูรณ์แบบ นอกจากนั้นยังครอบคลุมรวมถึงการใช้ระบบสำนักงานอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นให้สามารถบริหารการสืบค้นเอกสาร ภาพ หรือข้อมูลจากแหล่งจัดเก็บต่างๆ ในสำนักงาน - แผนกต่างๆ เพื่อส่งมอบให้แก่ ผู้ร้องขอซึ่งมีสิทธิ์ นำไปประมวลผลให้ได้ข่าวสารที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน หรือบริหารงานของสำนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6/27/2551

ซอฟต์แวร์อ่านทะเบียนรถเจ๋ง > ยันสรรพคุณแม่นยำ 99% เหมาะใช้ที่จอดรถอัจฉริยะ-ทางด่วนอัตโนมัติ-จับผิดผู้ขับรถแหกกฎครับ

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยสุดเจ๋ง คลอดโปรแกรมอ่านทะเบียนรถ"พีพีเอ ไลเซ่น เพลท" ที่ระบุความแม่นยำมากกว่า 99% สามารถประยุกต์ใช้งานร่วมกล้องวงจรปิดให้บริการ-บริหารที่จอดรถอัจฉริยะ หรือ ขึ้นทางด่วนแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาโปรแกรม แฮนด์ ไลต์ติ้ง โอซีอาร์ รองรับหน่วยงานรัฐสู่อี-โกเวอร์เมนท์ และพัฒนาโปรแกรมอ่านเอกสารหรือข้อมูลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นคำพูดหลายภาษา
นายพุฒิพันธุ์ พลยานันท์ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าบริษัทได้พัฒนาโปรแกรมอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ ขึ้นมาภายใต้ชื่อ พีพีเอ ไลเซ่น เพลท ( PPA License Plate Plate) ซึ่งหลักการทำงานของโปรแกรมดังกล่าวนั้นคือการ ผนวกเอาเทคโนโลยีอ่านไทย หรือ (Thai OCR) เข้ากับกล้องทีวีวงจรปิด โดยระบบจะทำการอ่านป้ายทะเบียนรถจากภาพที่จับได้จากกล้องวงจรปิด จากนั้นจะแปลงภาพเป็นตัวอักษร
ทั้งนี้สามารถนำโปรแกรมดังกล่าวมีประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยใน
ต่างประเทศมีการนำมาประยุกต์ใช้ให้บริการที่จอดรถอัตโนมัติ ที่ไร้คนเฝ้า หรือนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบการเก็บเงินของเจ้าหน้าที่ รวมถึงใช้ในการตรวจสอบรถเข้า-ออก โดยระบบดังกล่าวมีความถูกต้องในการแปลงภาพเป็นตัวอักษรสูงกว่า 99% อีกทั้งยังมีระบบค้นหาทะเบียนใกล้เคียง และ มีรายงานสรุปข้อมูลรถที่ผ่านกล้อง เป็นรายวัน เดือน ปี พร้อมภาพและเวลา ขณะเดียวกันนั้นยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ง่ายด้วย
"โปรแกรมอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ เป็นการต่อยอดเอาซอฟต์แวร์โอซีอาร์มาใช้ทำงานร่วมกับกล้องทีวีวงจรปิดในการอ่านหมายเลขทะเบียนรถ ต่อไปในอนาคตจะพัฒนาต่อให้สามารถควบคุมที่จอดรถได้ทั้งหมด นอกจากนี้ในต่างประเทศ อาทิ เยอรมัน นำกล้องวงจรปิดที่ใช้งานร่วมโปรแกรมดังกล่าวไปติดตามท้องถนน เพื่อจับผิดผู้ขับรถผิดกฎจราจร หรือ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริการช่องทางด่วนอัตโนมัติ"
สำหรับการทำตลาดนั้นเนื่องจากเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ดังนั้นจึงไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์สามารถทำตลาดได้จากการบอกปากต่อปาก อีกทั้งยังไม่มีผู้นิยมพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ เพราะค่อนข้างยากและใช้เวลาพัฒนานาน ทั้งนี้บริษัทมีแผนเปิดให้ผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านการตลาดเข้ามาเป็นพันธมิตรสนับสนุนซึ่งกันและกัน
นายพุฒิพันธุ์ กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้บริษัทยังมีแผนพัฒนาโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับระบบอ่านไทย ให้มีคุณสมบัติการทำงานที่ดีขึ้น อาทิ โปรแกรมโปรอ่านลายมือ หรือ แฮนด์ ไลต์ติ้ง โอซีอาร์ ที่มุ่งพัฒนาให้กับหน่วยงานราชการ ที่ต้องการแปลงเอกสารที่เขียนด้วยลายมือ จากกระดาษไปอยู่ในรูปแบบของเวิร์ด เพื่อรองรับการพัฒนาองค์กรไปสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-โกเวิร์นเม้นท์
นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาโปรแกรมสาลิกา ซึ่งเป็นโปรแกรมอ่านเอกสารหรือข้อมูลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นคำพูด (Text To Speech) ให้รองรับได้หลากหลายภาษา อาทิ ลาว อินโดนีเซีย หรือกัมพูชา

สมุนไพรที่ใช้ในการไล่ยุงค๊ะ






ไพล ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber purpureum Roscoe วงศ์ : Zingiberaceaeชื่ออื่น : ปูลอย ปูเลย ว่านไฟลักษณะ : ไม้ล้มลุก สูง 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคน ใบหุ้มซ้อนกัน ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3.5-5.5 ซม. ยาว 18-35 ซม. ดอก ช่อ แทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผล เป็นผลแห้ง รูปกลมประโยชน์ทางสมุนไพร : ตำรายาไทยใช้เหง้าเป็นยาขับลม ขับประจำเดือน มีฤทธิ์ระบายอ่อน ๆ แก้บิด สมานลำไส้ ยาภายนอกใช้เหง้าสดฝนทาแก้เคล็ดยอก ฟกบวม เส้นตึง เมื่อยขบ เหน็บชา สมานแผล จากการวิจัยพบว่าในเหง้ามีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีคุณสมบัติลดอาการอักเสบและบวม จึงมีการผลิตยาขี้ผึ้งผสมน้ำมันไพล เพื่อใช้เป็นยาทาแก้อาการเคล็ดขัดยอก น้ำมันไพลผสมแอลกอฮอล์สามารถทากันยุงได้ นอกจากนี้พบว่าในเหง้ามีสาร 4-(4-hydroxy-1-butenyl) veratrole ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดลม ได้ทดลองใช้ผงไพล กับผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด สรุปว่าให้ผลดีทั้งในรายที่มีอาการหอบหืดเฉียบพลันและเรื่อรังค๊ะ





6/21/2551

6 ข้อสังเกตอาการต้อกระจก

6 ข้อสังเกตอาการต้อกระจก
ต้อกระจกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในผู้สูงอายุ และอาจพบบ้างในวัยอื่นๆ ต้อกระจกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนภายในเลนส์ตา และหากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ แต่ก็มีอาการที่พอสังเกตได้ดังนี้
ตามัวลง เห็นภาพพร่ามัวหรือเลือนลาง เนื่องจากเลนส์เป็นฝ้าขุ่นจนสายตาไม่สามารถโฟกัสได้โดยมากจะค่อยๆมัวลงทีละน้อย นอกจากอุบัติเหตุหรือโรคบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็ว
ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย เพราะสายตาสั้นมากขึ้น คือการมองไกลจะไม่ค่อยชัด และการมองระยะใกล้จะชัดเจนกว่า พบในต้อกระจกบางชนิด
มีปัญหาการมองเห็น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืน
ตาข้างหนึ่งอาจเห็นภาพซ้อน ซึ่งเกิดจากแสงที่กระทบเรตินากระจายออกหลายจุด
มองเห็นสีต่างๆ เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะสีเหลือง
ปวดตาและมีต้อหินแทรก อาการนี้อันตรายมากค่ะ เพราะสายตาจะมัวไปเรื่อยๆ และแก้ไขให้มองเห็นใหม่ได้ยากหรือบางครั้งไม่ได้เลย
ถ้าเริ่มมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับตาของคุณ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ใกล้บ้าน และหากคุณมีอายุมากกว่า 60 ปี อย่าลืมตรวจตาเป็นประจำทุกๆ ปีนะคะ

ที่มา : ข้อมูลจากเวปชีวจิต